วิธีล๊อคบัตร ตัดวงเงินในบัญชี

วิธีล๊อคบัตร/ตัดวงเงินในบัญชี
เราตั้งค่าให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อตัดปัญหาทิ้ง
จะใช้เมื่อไรค่อยตั้งค่าคืน (ตามจำนวนที่จะใช้)
แชร์ได้นะคะ #ไม่อยากให้มีผู้เสียหายเพิ่มค่ะ
มีผู้เสียหายเพิ่มขึ้นแบบเรียลทามเลยตอนนี้
ยอดผู้เสียหายผุดเพิ่มอย่างกะเคสคนติดโควิด
ยอดน้อยหลักสิบ ยอดเยอะที่เห็นตอนนี้หลัก 4 แสน
ธนาคารแห่งชาติไม่รับผิดชอบในส่วนนี้ เพราะข้อมูลไม่ได้รั่วจากธนาคาร รั่วจากสื่อ/ร้านค้าออนไลน์ ที่เราเอาบัตรและบัญชีไปผูกเอง (ตามประกาศแนบรูปท้ายสุด) ดังนั้นป้องกัน+รักษาผลประโยชน์ของตัวเองก่อนนะคะ #ธนาคารไหนไม่มีในรูป แนะนำให้ค่อย ๆ ดูตัวอย่างจากรูปในโพส แล้วค่อย ๆ คลำหาทางในแอปธนาคารตัวเองเอานะคะ ช่วยเหลือตัวเองกันก่อนนะคะ
#ขออนุญาตเพิ่มเติมข้อมูลค่ะ
#ผิดถูกอย่างไรช่วยชี้แจงและช่วยเราแก้ไขทีนะคะ
อ่านจากผู้เสียหายมาหลาย ๆ ความคิดเห็น
ขอสรุปให้แบบย่อ ๆ นะคะ
“ ใครไม่มี ATM เป็นบัตรเดบิตส่วนใหญ่จะรอด “
.
ผู้เสียหายส่วนใหญ่ใช้บัตรที่เป็น Master Card / จะผูกบัตรกับแอปหรือไม่ผูกกับแอป ก็โดนเหมือนกันทุกคน / โดนทั้งบัตรเดบิตและบัตรเครดิต
.
แอปออนไลน์ที่โดนเยอะ ๆ คือ Facebook pay
ส่วนแอปออนไลน์อื่น ๆ ก็โดนเช่นเดียวกัน
เช่น Shopee pay / Google pay / Apple จ่ายค่า Icloud / การีน่า / ROV / ร้านค้าที่ใช้ระบบ Vrich / lazada / stream / Grab / เน็กฟลิก / Line man / youtube / True Money / Play Store / แสกนจ่ายโลตัส / Travelloka / ซื้อของแมคโคร ฯลฯ #ต้องขออภัยที่เอ่ยชื่อออกมาตรงๆ #แต่นี่คือความจริงที่ผู้เสียหายได้แจ้งมาตามข้อเท็จจริงค่ะ
.
บัญชีมีบัตร ATM เป็นเดบิตมาสเตอร์ ไม่ได้ผูกกับ net banking ไว้ มีแจ้งแค่ sms กดตู้อย่างเดียว และไม่เคยทำธุรกรรมออนไลน์ใด ๆ ก็โดน
.
สรุปคือ โดนหมดทุกประเภทไม่มีแบ่งแยกชนชั้น
อยู่ที่จะโดนมากหรือโดนน้อย

 

แอพ KTC

 

 

แอพธนาคาร กสิกร

 ป้องกันภัยจากการโดนดูดเงินเบื้องต้น ให้เราเข้าหน้าแรกแอพธนาคารของเรานะคะ แล้วตั้งค่าวงเงินโอนให้เป็น 0
ยกตัวอย่าง
เราใช้กสิกร เมื่อเข้าหน้าแรกของแอพกสิกร
1.ให้ไปที่มุมล่างสุด-ขวา คลิกตรง “อื่นๆ”
2.เลือก การตั้งค่า
3.ตั้งค่าวงเงินให้เป็น 0 เงินจะโอนออกจากบัญชีเราไม่ได้ (เราเองก็จะโอนออกไม่ได้ กดเอทีเอ็มไม่ได้) จนกว่าเราจะเปลี่ยนการตั้งค่าวงเงินใหม่ค่ะ (อย่าลืมคลิกยืนยันการตั้งค่าด้วยค่ะ)
สำหรับคนที่ใช้ธนาคารอื่นๆ ลองหาปุ่มตั้งค่าแบบนี้ดูนะคะ อาจจะช่วยป้องกันเงินในบัญชีเราเบื้องต้นได้ประมาณหนึ่ง ในระหว่างที่ยังไม่มีใครแก้ไขปัญหานี้ได้
*ควรหยุดการทำธุรกรรมออนไลน์ไปก่อน หรือหากจำเป็นต้องทำ ให้ตั้งค่าสำหรับโอนแต่ละครั้งแล้วกลับมาตั้งให้เป็น 0 ทุกครั้งที่ใช้ค่ะ
*กดถอนเงินออกมาให้หมด หรือโอนเงินจากแอพหรือบัญชีออนไลน์ทั้งหมดไปเก็บในบัญชีอื่นที่ไม่เคยใช้ทำธุรกรรมออนไลน์ หรือบัญชีที่ไม่มีบัตรเดบิต ไม่มีบัตรเอทีเอ็ม น่าจะปลอดภัยที่สุด เพราะโจรอาจใช้เลขหน้าบัตรและหลังบัตรในการโจรกรรม
*เอาจริงคือตอนนี้ยังไม่มีใครรู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร จะแก้ไขอย่างไร ธนาคารจะรับผิดชอบเงินที่โดนดูดไปมั้ย เพราะหลายคนแจ้งธนาคารไปหลายวันแล้วแต่ยังไม่มีฟีดแบคใดๆ
*รู้แค่ว่าพรุ่งนี้ตื่นเช้ามาเรามีสิทธิ์หมดตูดได้เท่ากัน
😭
อัพเดท : จากเพจข่าวช่อง 7
📌คืบหน้าเงินหายจากบัญชีไม่รู้ตัว
.
ยืนยันข้อมูลธนาคารไม่รั่ว ไม่ใช่แอปดูดเงิน
.
#ธนาคารแห่งประเทศไทย #สมาคมธนาคารไทย ชี้แจงตรวจสอบเบื้องต้น เงินที่ถูกตัดจากบัญชีผิดปกติ ไม่ได้เกิดจากการรั่วไหลของข้อมูลธนาคาร ไม่ใช่ #แอปดูดเงิน ตามที่เป็นข่าว
.
แต่เกิดจากการทำธุรกรรมซื้อสินค้าบริการกับร้านค้าออนไลน์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ
.
ธนาคารได้ระงับบัตรของลูกค้าที่ถูกโอนเงินออกจากบัญชีผิดปกติแล้ว
.
หากใครพบข้อมูลเงินในบัญชีผิดปกติ ให้ติดต่อธนาคารเจ้าของบัญชี หรือแจ้ง คอลเซ็นเตอร์ เพื่อตรวจสอบยืนยันการทำธุรกรรมทันที
.
ธนาคารจะเร่งตรวจสอบและคืนเงินให้ลูกค้าที่เสียหาย
❤️
อัพเดท : จากเพจกรรมกรข่าว
ตำรวจไซเบอร์ กรณี ‘ดูดเงินในบัญชี’ ครับ …
พล.ต.ท.กรไชย คล้ายคลึง ผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบช.สอท.) ระบุว่า เหตุการณ์ลักษณะดูดเงินจากบัญชีธนาคารหรือบัตร ในลักษณะนี้เกิดขึ้นมานานแล้ว ซึ่งเริ่มต้นมาจากถูกมิจฉาชีพปลอมเป็นหน่วยงานต่างๆ ส่ง sms ไปหลอกถามข้อมูลบัตรเดบิต หรือบัตรเครดิต โดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานาที่ดูน่าเชื่อถือ
พล.ต.ท.กรไชย กล่าวว่า ผู้เสียหายส่วนใหญ่จะโดนหลอกเอาข้อมูลแบบนี้ก่อน ทำให้มิจฉาชีพสามารถนำข้อมูลไปหักเงินจากบัญชีได้
“เป็นไปไม่ได้ที่ธนาคารจะถูกแฮก เพราะหากธนาคารถูกแฮก จะต้องแฮกทั้งระบบ ไม่เช่นนั้นทุกคนจะต้องโดนเหมือนกันหมด”
พล.ต.ท.กรไชย กล่าวว่า อีกสาเหตุหนึ่งอาจเกิดจากการทำธุรกรรมซื้อสินค้าออนไลน์ที่เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพหาช่องโหว่ในการนำข้อมูลของลูกค้าไปขายในตลาดมืดด้วย
ซึ่งทางตำรวจไซเบอร์ได้ติดตามเรื่องนี้มาตลอด โดยการประสานงานกับ กสทช. และโอเปอเรเตอร์เครือข่ายต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้อยู่ ซึ่งกลยุทธ์ของกลุ่มมิจฉาชีพเหล่านี้พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อให้ข้อมูลบัตรกับใครง่ายๆ
🌳

ขั้นตอนที่ 1

 

ขั้นตอนที่ 2

 

ขั้นตอนที่ 3

 

 

 

ทำตามขั้นตอนได้เลย

 

 

แถลงการจากธนาคารแห่งประเทศไทย

 

โดนตัดเงินจาก FACEBOOK

อันนี้คนโดนกันเยอะช่วงนี้ คือ จู่ๆมีการเด้งเตือนว่า คุณถูกตั้งเป็นผู้ลงโฆษณาในเพจอะไรก็ไม่รู้ แล้วซักพัก ก็มีเงินถูกสูบออกจากบัญชีรัวๆเป็นหมื่นๆเลย
มันหมายความว่า 1. คุณถูกแฮคเฟซ แล้วตั้งให้คุณเป็นผู้ลงโฆษณา ซึ่งเป็น ผู้ดูแลเพจชนิดนึง แต่อันนี้จะมีบทบาทหน้าที่ในเพจไม่มาก หลักๆที่ทำได้ คือจ่ายเงินบูทส์โฆษณา
2. ขบวนการนี้ ส่วนมากจะเป็น เพจการพ นั น หรือเพจหลอกขายของ แบบที่เห็นระบาดกันก่อนหน้านี้ เงินที่จ่ายบูทส์โฆษณ าเพจการพนั นน่ารำคาญ ก็เงินเหยื่อที่โดนมันหลอกนั่นแหละ
3. วิธีแก้ ไปแจ้งความทันที และอายัดบัตร ให้ลบการผูกบัญชีธนาคารหรือบัตรใดๆกับเฟซซะ อันตรายมาก
4. ขั้นตอนต่อไป คือการออกจากการเป็นแอดมินเพจ ขั้นตอนนี้บางคนอาจจะติดขัด เพราะว่าโฆษณาที่สูบเงินไปมันยังทำงานอยู่ ให้เข้าตัวจัดการโฆษณา เพื่อไปลบโฆษณานั้นๆก่อน แล้วรีบกดออกจากการเป็นแอดมิน / ผู้ดูแลโฆษณาในเพจ
5. รีบตรวจสอบความปลอดภัยของแอคเคาท์เฟซทันที วิธีที่ง่ายุสดคือ สั่งล๊อคเอาท์ จากทุกตำแหน่งที่มีการล๊อคอินเข้าเฟซเรา วิธีการทำตามนี้
https://www.it24hrs.com/…/facebook-logout-end-all…/
จากนั้นรีบเข้าเฟซให้ไวที่สุด เปลี่ยนรหัสผ่าน และตั้ง 2 step verify
ขั้นตอนตามนี้ https://it-insight.shop/…/How-To-Set-Two-Factor…
6. อย่าลืมแจ้งเรื่องกับทางเฟซ เพื่อดึงเงินคืนด้วย ถ้าโชคดีอาจได้เงินคืนมา

 

 

 

บริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด หรือ SCB Abacus ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่นสินเชื่อออนไลน์ “เงินทันเด้อ” เดินหน้าปล่อยสินเชื่อเติบโต 5 เท่า หลังยอดขอสินเชื่อพุ่ง 3 พันล้านบาทต่อเดือน หลังได้รับเงินลงทุนมูลค่า 400 ล้านบาท จาก 3 พันธมิตร Openspace Ventures, Vertex Ventures Southeast Asia และ CAI Partners มั่นในธุรกิจสินเชื่อออนไลน์กลายเป็นสินเชื่อหลักในอนาคต

วันที่ 16 กันยายน 2564 ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี อบาคัส จำกัด (SCB Abacus) กล่าวว่า ล่าสุดบริษัทได้ระดมเงินทุน Series A มีมูลค่า 12 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 400 ล้านบาท จาก Openspace Ventures พร้อมด้วยผู้ร่วมลงทุน Vertex Ventures Southeast Asia และ CAI Partners โดยบริษัท SCB Abacus ตั้งเป้านำเงินลงทุนนี้ ไปใช้ในการยกระดับเทคโนโลยี และขยายตลาด อีกทั้งสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถ เพื่อเตรียมพร้อมสู่การเติบโตแบบก้าวกระโดดในตลาดสินเชื่อออนไลน์ภายใต้แบรนด์ “MoneyThunder” หรือ “เงินทันเด้อ”

ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง โดยมีลูกค้าเข้ามาขอวงเงินเฉลี่ย 3,000 ล้านบาทต่อเดือน เฉลี่ยวงเงิน 1.5-3 หมื่นล้านบาท โดยลูกค้าส่วนใหญ่มากกว่า 60% ที่เข้ามาจะไม่ได้รับการบริการทางการเงินจากสถาบันการเงิน ซึ่งตรงกับเป้าหมายของธนาคารที่ต้องการให้บริการทางการเงินให้กับลูกค้าผ่านแพลตฟอร์มการขอสินเชื่อออนไลน์ เนื่องจากปัจจุบันพบว่ามีประชากรกว่า 86% ของครัวเรือนยังพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ

ดังนั้น เพื่อตอบโจทย์กลุ่มคนที่ไม่ได้รับโอกาสในการเข้าถึงบริการทางการเงินในระบบจากธนาคาร โดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) และ Machine Learning และข้อมูลทางเลือกอื่นในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้การปล่อยสินเชื่อมีความแม่นยำมากขึ้น ส่งผลให้อัตราการอนุมัติสินเชื่อ (Approval Rate) อยู่ในตัวเลข 2 หลัก โดยปีนี้บริษัทตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อเติบโต 5 เท่าของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ จากปัจจุบันมีฐานลูกค้าที่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น “เงินทันเด้อ” อยู่ที่ 5 ล้านราย

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 พบว่าลูกค้ามีสัญญาผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น แต่ภายหลังจากมีการคลายล็อกดาวน์ลูกค้ากลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ โดยปัจจุบันบริษัทสามารถควบคุมหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ให้อยู่ในระดับต่ำเป็นตัวเลขหลักเดียว เนื่องจากบริษัทมีการบริหารจัดการความเสี่ยงได้ค่อนข้างดี

โดยมีระบบ Collection system ที่ออกแบบการติดตามให้เหมาะสมกับลูกค้าแต่ละราย รวมถึงมีระบบ Reward system ที่ให้รางวัลสำหรับลูกค้าที่ผ่อนชำระดี โดยมีสินเชื่อตั้งหลักให้เพิ่ม รวมถึงการคิดอัตราดอกเบี้ยบนความเสี่ยงของลูกค้า ซึ่งปัจจุบันดำเนินการภายใต้ไลเซนส์นาโนไฟแนนซ์อัตราดอกเบี้ย 33% และกำลังจะออกโปรดักต์ตัวใหม่ภายใต้ไลเซนส์บุคคลอัตราดอกเบี้ย 25%

“เรามองว่าการเติบโตของสินเชื่อออนไลน์ในระยะข้างหน้าจะเป็นสินเชื่อหลักของไทยได้เลย เพราะจะเห็นว่าผู้กำกับดูแล Regulator ก็สนับสนุนและเปิดกว้างมากขึ้นสำหรับสินเชื่อประเภทนี้ โดยเรายังมั่นใจภาพรวมการเติบโตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง และมีเป้าหมายการระดมเงินทุนครั้งต่อไปใน Series B น่าจะเกิดขึ้นได้ภายในปลายปีหน้า และแผนการหาพันธมิตรต่อไปสู่รูปแบบการปล่อยสินเชื่อแบบออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการยกระดับเป็นยูนิคอร์นในระยะข้างหน้า โดย SCB Abacus ถือว่าเป็นฟินเทครายแรกที่ผันตัวออกมาจากธุรกิจธนาคาร”

นางสาวณิชาภัทร อาร์ค ผู้อำนวยการประจำประเทศไทยของ Openspace Ventures กล่าวว่า “Openspace Ventures มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ต้อนรับ SCB Abacus เข้าร่วมพอร์ตการลงทุนของเราที่มีการเติบโตอย่างมากในประเทศไทย ทางเรามีความเชื่อมั่นว่า SCB Abacus มีศักยภาพในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นความเชี่ยวชาญในตลาดประเทศไทย ทีมงานที่มากความสามารถ และเทคโนโลยีระดับโลก ที่พร้อมจะขึ้นเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาสินเชื่อนอกระบบในประเทศไทย และสามารถขยายผลเชิงบวกได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมสร้างความเคลื่อนไหวให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้

นางสาวคาร์เมน หยวน พาร์9เนอร์ Vertex Ventures Southeast Asia กล่าวเสริมว่า “เรามีความยินดีที่ SCB Abacus เป็นการลงทุนในบริษัทไทยที่ก่อตั้งโดยคนไทยครั้งแรกของเรา เรามีความตั้งใจที่จะสนับสนุน ดร.สุทธาภา และทีมงาน SCB Abacus ในการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการประกอบอาชีพให้กับผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งเป็นถึง 84% ของกิจการที่มีอยู่ในประเทศไทยกว่า 3 ล้านกิจการ และเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจในประเทศไทย เราเชื่อว่า SCB Abacus มีความสามารถในการขับเคลื่อนและพัฒนาการให้บริการทางการเงินให้มีความเข้าถึงได้มากขึ้นเพื่อผู้ประกอบการรายย่อยกลุ่มนี้ได้”

ดร.อารักษ์ สุธีวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีบี เท็นเอกซ์ จำกัด (SCB 10X) ในฐานะผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ SCB Abacus กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรกับนักลงทุนระดับโลกอย่าง Openspace Ventures, Vertex Ventures Southeast Asia และ CAI Partnersเราเชื่อมั่นว่าการระดมทุนครั้งนี้จะช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับรากฐานการเติบโตของ SCB Abacus ได้ทั้งในระยะยาวและเป็นการเติบโตที่ยั่งยืนต่อไป”

Facebook Comments Box